​(ManAtilla) While it’s raining

(ManAtilla) While it’s raining

เปาะแปะ

เสียงน้ำฝนหยดลงกระทบพื้นเป็นจังหวะ เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลมองออกไปข้างนอกแล้วถอนหายใจ

ฝนกำลังตก….

วันนี้เป็นวันแรกที่ฝนตกลงมาในรอบปี เป็นสัญญาณฤดูฝนมาถึงแล้ว

แต่อติล่าไม่ชอบเท่าไหร่ ฝนตกนอกจากจะเฉอะแฉะแล้ว เขายังเกลียดน้ำท่วม รวมถึงการที่ต้องมาหลบฝนเพื่อรอกลับบ้าน

อติล่ายกข้อมือตัวเองเพื่อดูนาฬิกา แล้วถอนหายใจอีกครั้งเมื่อพบว่าตอนนี้เป็นเวลาราวๆ 5 โมงครึ่ง และฝนยังไม่มีทีท่าที่จะหยุดตก

ออฟฟิศของเขาปิดแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่เขาจะทำได้ในเวลานี้คือการยืนรออยู่ใต้ชายคาของบริษัท

รู้งี้ซื้อรถยนต์เอาไว้ก็ดี….

ได้แต่บ่นถึงมอร์เตอร์ไซค์สุดที่รักที่ตอนนี้ได้แต่จอดทิ้งไว้เพราะไม่สามารถขับกลับได้ แล้วถอนหายใจอีกครั้ง

ตึก!

เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้น เขาหันไปมองก่อนจะพบกับรูปร่างสูงของใครสักคนที่เขาคุ้นๆหน้า

เหมือนจะเป็นคนออฟฟิศข้างๆที่มาหลบฝนเช่นกัน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน เหมือนจะอารมณ์เสียเล็กน้อยที่ฝนตกแบบนี้

แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมา แล้วส่ายหัวเบาๆอย่างทำอะไรไม่ได้ 

ใบหน้าหล่อเหลาหันมาหาเขา แล้วยิ้มให้เบาๆ อติล่าอดอายขึ้นมาไม่ได้ เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายรู้ตัวที่เขาแอบมอง

“ฝนตกหนักจังเลยนะครับ”เสียงทุ้มเรียกให้อติล่าหันไปมองอีกครั้ง เพื่อดูว่าคนข้างๆคุยกับใคร แต่ตอนนี้เหมือนจะมีเพียงแค่พวกเขา

“ใช่ ผมคงกลับบ้านไม่ได้จนกว่าฝนจะหยุด”เขาตอบกลับ แล้วลอบมองคนข้างๆอีกครั้ง รูปร่างที่สูงโดดเด่น เสื้อเชิร์ทสีฟ้าที่ใส่อย่างเรียบร้อย กางเกงแสล็ค และกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่เข้ากับกลิ่นของฝนได้อย่างดี

“ผมก็เหมือนกัน”คู่สนทนาตอบกลับมาเบาๆ อติล่าพยักหน้ารับ แล้วเหม่อมองออกไปข้างนอกอย่างทำตัวไม่ถูก

เขาไม่ใช่พวกเก่งในการสร้างบทสนทนาเสียด้วย

ทุกอย่างเงียบเหลือเพียงแค่เสียงฝนกระทบพื้น

ก่อนที่ฝนจะหยุดตก อติล่าเดินออกจากใต้อาคารเพื่อไปเอารถมอร์เตอร์ไซค์และกลับบ้าน

แต่เขาตัดสินใจหันมองคนใต้ชายคา

อีกฝ่ายยิ้มให้เขา
___________________________________

เปาะแปะๆๆ

ฝนตกอีกครั้ง และวันนี้ดูเหมือนจะตกหนักกว่าเมื่อวาน

ฟ้าข้างนอกมืดครึ้มจากเมฆฝนที่ยังคงไม่เคลื่อนไปไหน ทำให้อติล่าถอนหายใจอีกครั้ง

วันนี้คงต้องรอฝนหยุดใต้อาคารอีกตามเคย เมื่อคิดก็อดอิจฉาเพื่อนร่วมงานไม่ได้ที่มีรถยนต์ซึ่งสามารถป้องกันฝนได้

แต่ช่วยไม่ได้ฝนเมื่อเขาเลือกซื้อมอร์เตอร์ไซค์เองนี่เนอะ

17.45

ห้าโมงสี่สิบห้า และอติล่ายังคงยืนรอฝนหยุดตกจากที่เดิม สายตากวาดมองไปรอบข้าง ก่อนจะเห็นคนที่เดินมาใหม่

คุณคนเมื่อวาน

เพียงแต่วันนี้ใส่เสื้อสีส้มอ่อน แต่กลิ่นน้ำหอมของคุณคนนั้นก็ยังเหมาะกับกลิ่นฝนอยู่ดี 

อติล่าลอบมองคนที่อยู่ใต้อาคารเดียวกันอีกครั้ง ก่อนจะเห็นได้ว่าคุณคนนั้นหน้าตาดีขนาดไหน

ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม องค์ประกอบที่เข้ากันดีมากบนใบหน้านั้น และขาที่ยาวเป็นไมล์ 

และเป็นอีกครั้งที่คนร่วมใต้ชายคาหันมายิ้มให้เขา

“ดูฝนตกหนักกว่าเมื่อวานนะครับ”และเสียงทุ้มแบบนี้ของคุณคนนั้นมันก็มันไพเราะเอามากๆเสียด้วย

“น่าจะเป็นแบบนั้นครับ ดูเมฆสิ”อติล่าชี้ให้คนร่างสูงเห็นกลุ่มเมฆสีดำที่ดูเหมือนจะแผ่ขยายกว้างขึ้นไปอีก

“สงสัยวันนี้คงต้องรอนานกว่าเดิม”คุณคนนั้นตอบกลับมาอีกครั้ง แล้วหันหน้ามาหาเขา ก่อยจะมอบรอยยิ้มที่สว่างขึ้นกว่าเดิมมาให้

และอยู่ดีๆเหมือนเขาจะได้ยินเสียงฟ้าผ่า

ที่ไม่ได้มาจากการที่ฝนตกข้างนอกเสียด้วย

“คงจะเป็นแบบนั้น”

___________________________________

เปาะแปะๆ

วันนี้เป็นวันที่ 3 แล้วที่ฝนยังตกในเวลาเดิม อติล่าเรียนรู้ที่จะถอนหายใจให้น้อยลง แล้วปล่อยให้ตัวเองมองฝนที่ยังคงตกลงอย่างไม่มีหยุด

บางทีมันก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่แย่ที่สุด

บางทีสายฝนตอนนี้อาจจะกำลังพาเรื่องดีๆไปหาใครสักคนอยู่ และเขาหวังว่ามันจะเป็นเขาสักวันหนึ่ง

17.45 

เวลาเดิม อติล่าหันไปมองผู้มาใหม่ ที่เขาเริ่มคุ้นหน้าขึ้นทุกวัน

คุณคนนั้น ในเสื้อเชิร์ทสีขาว และกลิ่นน้ำหอมที่เขาไม่อยากยอมรับว่าเขาเริ่มชอบ

ใบหน้าหล่อเหลาหันมายิ้มให้เขาเหมือนเดิมกับเมื่อ 2 วันก่อน เขายิ้มตอบกลับ 

“เจอกันอีกแล้วนะครับ”คนที่ยืนข้างเอ่ยขึ้นมา ทำให้อติล่าตัดสินใจหันไปมอง คุณคนนั้นกำลังพับแขนเสื้อเชิร์ทของตนเองขึ้น 

แต่มันดูแปลกๆ ที่เขาจะบอกว่าคุณคนนั้นยังคงดูดีมากๆ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

“ครับ และถ้าพรุ่งนี้ฝนตกอีก คุณน่าจะได้เจอผมอีกครั้ง”อติล่าตอบกลับ อีกฝ่ายพยักหน้ารับ 

“ผมก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น”

เหมือนอติล่าจะเห็นแสงที่สว่างมาก อาจจะมาจากสายฟ้าที่ฟาดลงมา

แต่เขารู้ว่าไม่ใช่เพราะสายฟ้าหรอก
___________________________________
เปะแปะๆ

วันนี้ฝนตกอีกครั้ง แต่ตกน้อยลงจากเมื่อ 3 วันที่แล้ว และเป็นอีกวันนึงที่คุณคนนั้นมายืนข้างๆเขา

แต่วันนี้คุณคนนั้นอยู่ในชุดสีเขียวอ่อน กับกลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดิม ที่ทำให้วันฝนตกแบบนี้ดีขึ้นมา

“เจอกันวันที่เท่าไหร่แล้วนะ”คุณคนนั้นเอ่ยขึ้นมา เหมือนจะไม่ได้เจาะจง แต่เขารู้ว่าคุณคนนั้นกำลังหมายถึงเขา

“4”อติล่าตอบกลับสั้น แล้วเหลือบมองคนข้างกายที่พยักหน้ารับรู้ 

“อีกวันเดียวก็จะครบวันทำงานแล้วสิ”ใช่ คุณคนนั้นพูดถูก วันนี้คือวันพฤหัส และพรุ่งนี้คือวันสุดท้ายของการทำงานใน 1 สัปดาห์

“แต่ฝนยังคงตกอยู่เหมือนเดิม”อติล่าตอบกลับอีกครั้ง เขาเพิ่งรับรู้ว่าวันนี้ตนเองไม่ได้ถอนหายใจจากความเหนื่อยหน่ายกับฝนอีกแล้ว

และไม่รู้เมื่อไหร่ที่เขาเลิกดูนาฬิกาเพื่อดูว่ากี่โมงแล้ว และเขาจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่

“และผมยังคงเจอคุณเหมือนเดิม”เสียงทุ้มของคุณคนนั้นตอบกลับมาอย่างเรียบง่ายเหมือนกับรูปประโยคที่ต้องการจะสื่อ 

แค่มันกลับtouchedความรู้สึกของเขาอย่างประหลาด

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาอยากให้ฝนตกนานขึ้นอีกหน่อย

___________________________________
วันนี้ฝนไม่ตก

อันที่จริงวันนี้คงเป็นวันที่ท้องฟ้าสว่างที่สุดในรอบ1 เดือนเสียด้วยซ้ำ เพราะไม่มีเมฆก้อนใหญ่เลย

มีเพียงแค่เมฆสีขาวที่ลอยเอื่อยๆ และลมที่เย็นสบาย มันเป็นวันที่อากาศดีทีเดียว

แต่ถึงจะอย่างนั้นตอนเวลาที่เขาจะกำลังกลับบ้านเขากลับถอนหายใจ และยกข้อมือเพื่อดูนาฬิกา

17.00

และอยู่ดีๆ เขาก็คิดจะหาข้อเข้าข้างตัวเองที่จะมายืนอยู่ภายใต้ชายคาบริษัทอีกครั้งหนึ่ง แม้วันนี้ฝนจะไม่ตกก็ตาม

“วันนี้อากาศดีนะครับ”เสียงที่เริ่มคุ้นเคยทักขึ้นมาข้างๆ อติล่าหันไปมองก่อนจะพบคุณคนนั้นในเสื้อเชิร์ทสีชมพู และน้ำหอมกลิ่นเดิม

กลิ่นที่อติล่าคิดว่ามันเข้ากับฝน แต่ความจริงแล้วเขาพบว่ากลิ่นนั้นมันก็เข้ากับแดดได้ดีเช่นกัน

“แต่คุณก็ยังคงได้เจอผมอยู่ดี”อติล่าตอบกลับ รอยยิ้มของคุณคนนั้นถูกส่งกลับมาถึงเขา เขาไม่อยากจะบอกหรอกนะว่า รอยยิ้มนั้นสว่างพอๆกับท้องฟ้าวันนี้

และดีกว่าสภาพอากาศวันนี้ด้วยเช่นกัน

“ผมหวังว่าจะเป็นแบบนั้นเรื่อยๆนะครับ”คุณนั้นตอบกลับมา เขารู้สึกเหมือนรอบตัวเขาสว่างขึ้นมา 
และมันไม่ได้มาจากแสงแดด

“เช่นกันครับ”คราวนี้อติล่าตอบกลับ หลังจากหลายครั้งที่คุณคนนั้นมักเป็นคนปิดบทสนทนา คราวนี้อาจเป็นทีของเขาแทน

“ผมชื่อแมนนะครับ

“ผมชื่ออติล่า ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ‘แมน'”

ดูเหมือนไม่ใช่แค่แสงรอบตัวของอติล่าที่สว่างขึ้นมาเท่านั้น รอบตัวแมนก็เช่นกัน

Advertisements

(ManAtilla) You&I

(ManAtilla)You&I
3.00 AM

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของชายหนุ่มลูกครึ่งไทย-สวิส เหลือบมองนาฬิกาสีเทาที่แขวนบอกเวลาอยู่บนฝาผนัง ก่อนจะถอนหายใจออกมา เมื่อเห็นตัวเลขที่บอกเวลา
ตีสาม! แต่คนที่เขารอยังคงกลับมาไม่ถึงบ้านอยู่ดี ได้แต่คิดพลางอารมณ์เสียก่อนจะหลับตาและทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง
กริ๊ก
เสียงไขกุญแจดังเข้าโสตประสาทเขาจึงตัดสินใจที่จะแกล้งหลับ และนอนหันหลังให้กับผู้มาใหม่ แสงไฟจากภาบนอกสาดส่องเข้ามารางๆให้ห็นเค้าร่างที่สูงใหญ่ของบุคคลที่เดินผ่านประตูเข้ามา

“อติล่า”เสียงทุ้มหล่อเหลาเรียกเขาอย่างแผ่วเบา ก่อนอติล่าจะสัมผัสมือหนาที่วางอยู่ที่ไหล่ แต่ถึงอย่างนั้นเขายังคงเมินเฉยกับเสียงเรียกของอีกคน

“หลับแล้วเหรอ?”คนที่อยู่ด้านหลังเขาเอ่ยถาม อติล่าจึงใช้ความเงียบเป็นคำตอบ ซึ่งผู้ถามเข้าใจคำตอบนั้นดีจึงผละออกไปเพื่ออาบน้ำ

เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายเข้าห้องน้ำไปเรียบร้อยแล้ว อติล่าจึงลุกขึ้นมานั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดบนเตียงอีกครั้ง

เขาไม่ว่าหรอกที่อีกฝ่ายจะกลับดึกดื่น หรือจะเกือบเช้า แต่ที่เขาโมโหคือร่างสูงกลับไม่บอกกล่าวอะไรเลย ถ้าสัก 5 ทุ่มหรือเที่ยงคืนเขาจะไม่ว่าอะไร แต่นี่ตีสามถึงจะถึงบ้าน อีกฝ่ายไม่รู้หรือว่าเขาเป็นห่วงมากขนาดไหน

อติล่า อาศัยอยู่กับแมน คนรักของเขามาเป็นเวลาราวๆ 3 ปี แต่ถ้านับรวมช่วงเวลาทั้งหมดก็เกือบ 7 ปี จากความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมงาน ไปสู่เพื่อนสนิท และคนรัก
ทุกอย่างล้วนเป็นไปได้อย่างราบรื่นตลอดเวลาที่คบกัน จนพวกเขาตัดสินใจย้ายมาอยู่ด้วยกัน พวกเขาไปด้วยกันได้ดีทั้งไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิต งานต่างๆ จนถึงตอนนี้….
เขาไม่ใช่ผู้หญิงที่จะมานั่งจำวันครบรอบทุกเดือนหรอก เขายอมรับด้วยซ้ำว่าบางครั้งเขาก็ลืมๆไปบ้าง แต่อย่างน้อยๆครบรอบปี เขาก็หวังจะให้อีกฝ่ายจำได้บ้างเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็จำไม่ได้ อติล่าจึงมักเลือกที่จะปล่อยไป

“ยังไม่หลับอีกเหรอ?”ร่างสูงเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วหย่อนตัวนั่งลงบนเตียงข้างๆอติล่า แล้วกางแขนโอบไหล่เขาที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่ ใบหน้าหล่อเหลาขยับเข้ามาใกล้ๆแล้วเอียงมาซบที่ศีรษะของเขา

“ยัง ทำไมจะกลับดึกแล้วถึงไม่โทรมาบอกเค้า”อติล่ายิงคำถามออกไป แล้วได้คำตอบเป็นเสียงหัวเราะหึๆของแมนกลับมา ยิ่งทำให้คิ้วที่ขมวดกันอยู่แล้วพันกันยุ่งเข้าไปอีก

“ก็กูลืม”อติล่าแอบกรอกตาบนให้คำถามที่ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจอะไรของอีกฝ่าย พลางเหนื่อยใจกับคนรักที่นับวันเริ่มจะเปลี่ยนไปทุกที
แต่เพราะเหนื่อยเกินกว่าจะคาดคั้นเอาคำตอบอื่นจากคนข้างๆ หนุ่มลูกครึ่งไทย-สวิสจึงยอมยกธงขาวยอมแพ้ แล้วล้มตัวลงนอน ก่อนจะสัมผัสถึงอ้อมแขนอุ่นๆที่โอบรอบตัวเขาเอาไว้ จนอดใจอ่อนไม่ได้
เขาจะยกโทษให้อีกวันแล้วกัน
___________________________________

“พี่แมนจะออกไปไหน?”เขาหันไปถามคนที่กำลังเซ็ทผมให้ดูดีเตรียมออกจากห้องไป เขาจะไม่ว่าอะไรหรอกถ้าวันนี้ไม่ใช่วันที่สัญญากับเขาว่าจะพาไปดินเนอร์วันครบรอบ หลังจากผลัดมา 2 เดือนนับตั้งแต่วันนั้น

ใช่ แมนผลัดดินเนอร์วันครบรอบปีของพวกเขามา 2 เดือนแล้ว เขาคงต้องเป็นคนดีมากๆถึงจะไม่คิดอะไรเลย ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเริ่มเกินเลยไปแล้ว

“ก็ไปดูบอลไง วันนี้แดงเดือด”เมื่อได้ยินคำตอบของแมน อติล่าได้แต่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วนับ 1-10 ในใจเพื่อระงับความโกรธที่พุ่งขึ้นมาไม่ให้เผลอลงมือฆ่าเจ้าของคำตอบเสียก่อน

“แต่วันนี้พี่แมนบอกจะพาเค้าไปดินเนอร์”เสียงนุ่มเอ่ยปากทวงคำสัญญาที่ให้ไว้ แต่นั่นดูไม่ได้จะเข้าหัวอีกฝ่ายแม้แต่นิดเดียว เพราะแมนหันมาแค่ส่งยิ้มหวานๆ แล้วเดินมากอดคลอเคลียเขาก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เขาหัวเสียมากกว่าเดิม

“ขอเลื่อนไปก่อนนะ”อติล่าถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วลุกออกจากอ้อมแขนคนสูงกว่า เดินหนีเข้าห้องไป ซึ่งก่อนจะเข้าห้องก็ยังคงได้ยินเสียงบ่นงึมงัมจากคนที่เขาเพิ่งลุกหนีมา

“แค่เลื่อนไปก่อนเอง” แค่! เพียงแค่ได้ยินประโยคนี้จากอีกฝ่ายเขาก็แทบจะไมเกรนขึ้นเพราะความโมโห มันจะมีคนรักกี่คนกันที่จะยอมให้เลื่อนดินเนอร์วันครบออกไป 2 เดือน และยังเลื่อนต่อไปอีก
เขาไม่มีปัญหาอะไรกับการที่แมนจะออกไปดูบอลนอกบ้าน หรือบ้าบอล เพราะมันเป็นเรื่องปกติของผู้ชายทั่วไป แต่จะบ้าบอลจนลืมนัดที่สำคัญของพวกเขาสองคนมันจะไม่เกินไปหน่อยหรือ?
แค่ไม่ดูนัดนี้นัดเดียวทีมจะตกชั้นหรือยังไง
เขาเริ่มจะเบื่อแล้วนะ
___________________________________
ติ๊กตอก ติ๊กตอก

15.45 PM
มือเรียวยกข้อมือตนเองขึ้นมาเพื่อดูนาฬิกา แล้วพบว่าตอนนี้เกือบจะสี่โมงแล้ว ซึ่งเลยเวลาที่เขานัดกับแมนไว้เกือบ 2 ชั่วโมง

พวกเขานัดกันดูหนัง ซึ่งเขาและแมนต่างมีงานถ่ายแบบกันคนละสถานที่ในตอนเช้า และเสร็จราวๆ11 โมง เขาจึงชวนแมนดูหนังตอนเวลาบ่าย 2 แต่ตอนนี้เขายังคงไม่เห็นเงาของคนรับปากไว้

เป็นแบบนี้อีกแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกตั้งแต่ที่พวกเขาย้ายมาอยู่ด้วยกันที่แมนมาสายแบบนี้ ทุกครั้งที้นัดเขากลายเป็นฝ่ายที่ต้องมานั่งรอตลอด ทั้งที่เมื่อก่อนแมนเป็นคนที่ตรงเวลามากแท้ๆ

“อติล่า รอนานหรือเปล่า?”เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังมาจากข้างหลัง เรียกอติล่าให้หันไปมองเจ้าของเสียงที่ตอนนี้กำลังทำหน้าตาน่าสงสารอยู่
“พี่ว่านานหรือเปล่าล่ะ ก็ตั้งแต่บ่ายสองจนตอนนี้จะสี่โมงอยู่แล้ว” เขายิงคำถามที่ทำให้คนฟังรู้สึกผิดมากกว่าเดิม แมนขยับตัวเข้ามาใกล้อตล่า แล้วยกแขนขึ้นโอบคอคนที่เตี้ยกว่า ก่อนจะยื่นหน้ามาใกล้ๆ

“ขอโทษ คราวหน้าจะมาให้เร็วกว่านี้”ขอโทษแล้วทำหูลู่หางตก จนอติล่าก็ไม่กล้าที่จะบ่นไปมากกว่านี้ อีกอย่างเขาเบื่อเกินกว่าที่จะบ่นแล้ว

คราวหน้าๆ อย่างนี้มาตลอดสุดท้ายก็ทำไม่ได้ เขาไม่เคยคิดว่าเขาจะต้องมาหัวเสียกับเรื่องเล็กน้อยในความสัมพันธ์ของพวกเขา ซึ่งตอนนี้ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นทุกวัน ความละเลยเล็กๆน้อยมันทำให้อติล่ารู้สึกแย่
___________________________________
“พี่แมน จะออกไปไหนอีก? นี่มันจะ 4 ทุ่มแล้วนะ”เขาถามแมนที่กำลังฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีและกำลังจะเดินออกจากห้อง
“นัดเพื่อนไว้แถวทองหล่อ”เพื่อนทั้งปี การติดเพื่อนมันเป็นเรื่องธรรมดา เขาเข้าใจได้ แต่เล่นออกจากบ้านแถมยังกลับดึกแทบทุกวันขนาดนี้ เขาเริ่มไม่โอเคแล้ว
อีกอย่างตอนนี้ฝนก็ตกทุกวัน เขาเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยมากกว่าเรื่องอื่น แมนไม่นอกใจเขาหรอกเขารู้เรื่องนี้ดี อย่างมากก็แค่มองเท่านั้น

“แต่เมื่อวานพี่แมนเพิ่งไปมานะ”อติล่าท้วง แมนเดินมากอดคนรักเบาๆ แล้วหอมแก้มอีกฝ่าย อ้อมแขนของคนตัวสูงกว่ากระชับให้แน่นขึ้น 

“วันนี้จะกลับไม่เกินตีหนึ่ง สัญญา”เสียงทุ้มบอกอย่างนุ่มนวล แล้วยกนิ้วก้อยขึ้นมา อติล่ายกนิ้วก้อยของตนเองไปเกี่ยวนิ้วก้อยอีกฝ่าย เรียกรอยยิ้มจองคนที่กอดอยู่ได้ดี

“สัญญานะ”อติล่าถามย้ำอีกครั้ง แมนรีบพยักหน้าแล้วหอมแก้มคนในอ้อมกอดอีกครั้ง
“ครับผม”
___________________________________
4.00 AM
หนุ่มลูกครึ่งไทย-สวิสเดินไปมาในห้องอย่างกระสับกระส่าย พลางกดโทรศัพท์โทรหาคนรัก ตอนนี้เป็นเวลาตีสี่ ถึงแมนจะกลับดึกบ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยกลับดึขนาดนี้ แถมยังไม่รับสายเขาอีกต่างหาก

เขาไม่มีความคิดเรื่องนอกใจอะไรอยู่ในหัวเลย นอกจากเป็นห่วงว่าคนรักจะเกิดอุบัติเหตุ หรือมีอะไรร้ายแรงหรือเปล่า
กริ๊งงง
เสียงโทรศัพท์เครื่องหรูที่อยู่ในมือดังขึ้นเป็นชื่อของคนที่เขาไม่รู้จัก เขารีบกดรับสายทันที หัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อทราบว่าปลายสายโทรมาจากโรงพยาบาล
“คุณเป็นญาติของคุณธฤษณุหรือเปล่าคะ”เสียงพยาบาลปลายสายที่ตอบกลับมากลับทำให้เขาร้อนรนกว่าเดิม ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแมนรึเปล่า เขารีบตอบรับปลายสาย แล้วยิงคำถามที่อยากรู้

“คนไข้เกิดอุบัติเหตุค่ะ แต่อาการไม่สาหัส ตอนนี้กำลังทำการรักษาอยู่ค่ะ”ปลายสายตอบกลับมา ทำให้เขาโล่งใจไปได้ เขารีบตอบรับแล้วออกจากคอนโดมุ่งหน้าไปโรงพยาบาล
___________________________________
At hospital
“พี่แมน!”อติล่ารีบวิ่งไปหาคนที่นั่งรอรับยาอยู่ ยิ่งพอเห็นสภาพคนตรงหน้าเขาเริ่มไม่แน่ใจว่าเขาควรจะเป็นห่วง หรือโกรธคนรักก่อนดี

ร่างสูงอยู่ในสภาพที่มีผ้าก๊อสแปะอยู่ที่ศีรษะ แขนข้างนึงถูกเข้าเฝือก และรอยช้ำที่เห็นอยู่ประปราย

“เกิดอะไรขึ้น?”อติล่าถามคนรัก เขาพยายามอย่างมากที่จะไม่ร้องไห้ แต่มันก็ยากเกินกว่าจะทำได้ น้ำตาใสๆไหลอาบแก้มจนทำให้แมนอดไม่ได้ที่จะยกมือข้างที่ไม่เจ็บมาโอบอีกฝ่ายไว้แล้วเอ่ยคำปลอบประโลม

“ตอนกูกำลังขับรถกลับคอนโด มีคนเมาจากไหนไม่รู้ขับรถข้ามเกาะกลางมาชน แต่โชคดีที่รถคันนั้นยังชะลอความเร็วแล้ว กูเลยเจ็บไม่หนัก ไม่ต้องร้องแล้ว”อติล่าพยักหน้ารับ แล้วกอดคนเจ็บเบาๆ เขาตกใจมากที่รู้ว่าคนรักเกิดอุบัติเหตุ และเมื่อนึกว่าหากรถคันนั้นไม่ชะลอความเร็วคนรักของเขาจะเป็นอย่างไร เขาก็ยิ่งกลัว
เขาคงอยู่ไม่ได้แน่ๆ ถ้าแมนเป็นอะไรไปจริงๆ
___________________________________
AT Condo
“พี่แมนเจ็บมากไหม?”เมื่อมาถึงห้องอติล่าประคองแมนให้ไปนั่งพักบนเตียงของพวกเขาทั้งคู่ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆพลางสำรวจใบหน้าของคนเจ็บ

“ก็นิดหน่อย”เสียงทุ้มตอบกลับเบา แล้วเอื้อมมือไปจับมือของคนรักเอาไว้ ก่อนจะหันไปสบตาสีน้ำตาลเข้มของคนที่นั่งอยู่ข้างตัว แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจ คือน้ำตาของอติล่าที่ไหลออกมา

“รู้ไหม ว่าเค้าเป็นห่วงพี่แมนขนาดไหน เค้าไม่อยากให้พี่แมนกลับดึก เพราะเค้าเป็นห่วง กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่พี่แมนไม่เคยฟังเค้าเลย เค้าโทรไปก็ไม่รับสาย กลับก็ไม่ตรงเวลา แล้วจะไม่ให้คิดมากได้ยังไง”อติล่าระบายทุกอย่างให้คนเจ็บฟัง พลางปาดน้ำตา มันทำให้แมนรู้สึกผิดมากๆเมื้อรู้ว่าเขาเผลอเมินเฉยความห่วงใยของคนที่รักเขา

“รู้ไหมว่าเดี๋ยวนี้พี่แมนไม่สนใจเค้าเลย จำวันครบรอบไม่ได้ ไม่เคยมาตามนัด ไม่เคยโทรบอกเวลาไปไหน เค้าเคยคิดด้วยซ้ำว่าพี่แมนเบื่อเค้าแล้ว แต่เค้าก็พยายามที่จะไม่สนใจ แต่ขอแค่อย่างเดียวคือเวลาจะไปไหน หรือกลับดึกช่วยโทรมาบอกเค้าหน่อยได้ไหม เค้าเป็นห่วงพี่แมนมากนะ”เสียงพูดติดสะอื้นยิ่งทำให้แมนเจ็บมากขึ้นไปอีก ที่ความสะเพร่าและไม่คิดเล็กคิดน้อยกลับทำให้คนรักเสียใจ

ทั้งที่เขาสัญญากับตัวเองเอาไว้แล้วแท้ๆว่าจะไม่ทำให้อติล่าต้องร้องไห้ หรือเสียใจเพราะเขา แต่เขาเองกลับทำตามที่สัญญาไว้ไม่ได้ 
อาจเพราะอยู่ด้วยกันนานเกินไปจนลืมบางสิ่งไป แต่ถึงจะอย่างนั้นตอนที่เขาถูกรถชนอติล่าคือคนแรกที่เข้ามาในหัวเขา ทำให้เขาภาวนาว่าขอให้ตัวเองไม่เป็นอะไรมาก เพื่อจะกลับไปหาคนที่รออยู่

แมนรีบกางแขนโอบคนที่ร้องไห้ไว้ในอ้อมแขน อติล่ากอดตอบเขาแล้วซุกหน้าลงที่ไหล่ ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเรื่อยๆ 

“ขอโทษ กูขอโทษ สัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว สัญญาจริงๆ”แมนพร่ำบอกคำขอโทษให้คนในอ้อมกอดฟัง พลางลูบหลังปลอบคนรัก ก่อนจะตัดสินใจพูดคำพูดที่เขาตั้งใจจะบอกมาทั้งอาทิตย์ ความจริงเขาคิดว่าเขาจะบอกเรื่องนี้กับอติล่าในวันหยุดที่จะถึงนี้ แต่เขาคิดว่าตอนนี้เขาควรทำอะไรให้ชัดเจนได้แล้ว

“อติล่า เงยหน้าขึ้นมามองก่อน”เสียงทุ้มเรียกให้คนที่เพิ่งจะหยุดร้องไห้ให้เงยหน้าขึ้นมามอง แมนเอี้ยวตัวไปหยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินที่อยู่ข้างเตียงออกมา สูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อเรียกความมั่นใจ

“แต่งงานกันนะ”ดวงตาสีเข้มของหนุ่มลูกครึ่งไทย-เดนมาร์กมองคนรักอย่างสื่อความหมาย ก่อนจะเปิดกล่องกำมะหยี่ในมือให้เห็นแหวนสีเงินเกลี้ยงที่วางอยู่ในกล่อง

อติล่าเบิกตากว้างอย่างตกใจ น้ำตาใสๆไหลออกมาอีกครั้ง แต่ไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เป็นเพราะความดีใจมากกว่า 
อติล่าไม่ลังเลที่จะตอบคำถามนั้นแม้แต่น้อย และคำตอบนั้นทำให้แมนยิ้มกว้างมากกว่าที่เคยยิ้มมา 
“Yes I do” 

(Benrymie?) For you who never be mine

​(Benrymie?) For you who never be mine

ตาสีน้ำตาลเข้มของอาร์มี่ แฮมเมอร์มองไปที่แท่นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ และจับจ้องที่บุรุษชุดสูทสีขาวสองคนที่กำลังยิ้มให้กัน และแลกแหวนให้แก่กันและกัน

ดวงตาสีฟ้าสดใสจ้องมองไปที่เจ้าบ่าวของตนอย่างแสนรัก ก่อนที่ชายหนุ่มตัวสูงกว่าจะก้มลงประทับริมฝีปากลงไป และจูบกันอย่างดูดดื่ม เพื่อแสดงความรักให้แขกเหรื่อได้ประจักษ์ ซึ่งอาร์มี่รับรู้มันได้มากกว่าใครๆ

มากกว่ารับรู้ความรักที่ทั้งคู่มีให้กัน คือรับรู้ความเจ็บปวดจากส่วนที่ลึกที่สุดในหัวใจ ความรักที่เก็บซ่อนเอาไว้ แต่บอกไปไม่ได้เพราะไม่กล้าพอที่จะเสียเพื่อนรักไป

น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาจากดวงตาช้าๆ แม้ใบหน้าจะฝืนยิ้มเท่าไหร่ แต่หัวใจเขาก็ยังคงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอยู่ดี

____________________________________

“อาร์มี่ๆ อาร์มี่ แฮมเมอร์!!!”หนุ่มร่างยักษ์สะดุ้งขึ้นทันควันก่อนจะหันไปหาเจ้าของเสียงเรียกอย่างเฮนรี่ คาวิลล์ เพื่อนสนิทที่สุดตั้งแต่เขาจำความได้ คิ้วรียวสวยขมวดเป็นปม ริมฝีปากสีแดงยู่ขึ้นเล็กน้อย ท่าทางอารมณ์ไม่ดีนัก

“รู้แล้วน่าาา เรียกจังเลย”อาร์มีหันไปตอบ ก่อนเฮนรี่จะถอนหายใจใส่ ก่อนจะฟุบลงกับโต๊ะ อาร์มียกมือลูบผมสีดำสนิทของเฮนรี่เบาๆ

“มีอะไรล่ะฮึ?”เขาถาม พลางจับจ้องไปที่คนที่ยังฟุบอยู่ ซึ่งเขสเดาได้เลยว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับคุณแอฟเฟลกแฟนหนุ่มรุ่นใหญ่ของเฮนรี่

เขาก็ไม่รู้หรอกนะว่าเฮนรี่กับผู้กำกับภาพยนตร์คนนั้นไปพบรักกันได้ยังไง แต่ที่รู้ๆคือตอนนี้สองคนนั้นคบกันแล้ว ซึ่งนั่นทำลายโอกาสที่เขากับเฮนรี่จะป็นมากกว่าเพื่อนพังยับเยิน

“เบนน่ะ เขาไม่มีเวลาให้ฉันเลยอาร์มี่ ฉันเหงา”เฮนรี่พ่นลมหายใจออกมาแล้วฟุบลงไปกับโต๊ะอีกรอบ จึงไม่เห็นสายตาเจ็บปวดที่เขาส่งไป 

‘มาคบกับฉันสิเฮนรี่ ฉันจะไม่ทำให้นายเหงา เวลาทั้งหมดที่ฉันมีฉันให้นายได้หมดนะ มองมาที่ฉันสิ’

_________________________________

“อาร์มี่ เบนกลับไปคุยกับแฟนเก่า”วันนี้เฮนรี่มาหาเขาด้วยตาแดงช้ำที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก นั่นทำให้อาร์มี่เจ็บมากกว่าอะไรทั้งนั้น คนๆนั้นกล้าดียังไงถึงทำให้เฮนรี่ต้องร้องไห้ 

เฮนรี่นั่งระบายเรื่องเบนให้เขาฟัง2-3ชั่วโมง และหากนั่นทำให้เฮนรี่รู้สึกดีขึ้นได้ ให้เขานั่งฟังทั้งวันเขาก็ทำได้ เขายอมแลกทุกอย่างเพื่อรอยยิ้มสดใสของเฮนรี่

‘มาคบกับฉันสิ ฉันจะไม่ทำให้นายต้องเจ็บเหมือนที่เขาทำ นายจะไม่ต้องร้องไห้ หรือเสียน้ำตาให้ฉัน เพราะฉันจะทำให้นายมีแต่รอยยิ้มไปตลอด’

__________________________

วันนี้อาร์มี่มาที่บ้านของเฮนรี่ด้วยความเป็นห่วงเพราะเขาติดต่อเฮนรี่ไม่ได้มาราวๆ 2 วันแล้ว ซึ่งมันผิดปกติ และเขาคิดถูกที่มา

เฮนรี่เป็นไข้นอนซมอยู่บนเตียง ดวงตาสีฟ้าปิดสนิท นอนอยู่บนเตียงหลังกว้าง ใบหน้าแดงก่ำเพราะพิษไข้ แต่โชคดีที่เฮนรี่ยังมีแรงมากพอที่จะทำอาหารกินเองได้

“แล้วเบนล่ะ เฮนรี่?”เขาถามถึงแฟนหนุ่มของเฮนรี่ ซึ่งไม่รู้หายไปไหน แฟนตัวเองป่วยหนักขนาดนี้ อย่างน้อยๆก็ควรมาดูแลสิ แต่นี่หายไปไหนก็ไม่รู้

“เบนไปถ่ายหนังอยู่ที่ฝรั่งเศส และเขาไม่รู้ว่าฉันป่วย ฉันไม่อยากรบกวนเขา”เฮนรี่ตอบเขากลับมาด้วยเสียงแหบๆก่อนจะหลับด้วยความอ่อนเพลีย อาร์มี่ยิ้มบางๆให้กับคนบนเตียง 

ใบหน้าเขาขยับใกล้เฮนรี่ขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะประทับริมฝีปากของเขาลงไปที่ริมฝีปากของเฮนรี่ แล้วลูบใบหน้าที่เขาหลงรักอย่างแผ่วเบา

ความลับที่จะถูกเก็บงำอยู่ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจเขา ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยได้จูบกับคนที่เขารัก

‘มาคบกับฉันสิเฮนรี่ ฉันดูแลนายได้ดีกว่าเขาอีกนะ นายสามารถโทรหาฉันได้ตลอด และฉันจะมาหานาย ไม่ว่าฉันจะยุ่งแค่ไหนก็ตาม’
_________________________
วันนี้วันเกิดเฮนรี่ ทุกคนกำลังฉลองอย่างสนุกสนาน รวมถึงเฮนรี่ และเบน ที่กำลังพลอดรักกันอยู่ในปาร์ตี้วันเกิด เบนซื้อของขวัญให้เฮนรี่ มันเป็นสร้อยข้อมือ

แต่เบนไม่รู้หรอกว่าเฮนรี่ไม่ชอบใส่อะไรที่ข้อมือนอกเหนือจากนาฬิกา แต่เฮนรี่ยังคงยิ้มให้เบน ก่อนจะโผก่อนเบน และกระซิบข้างหูเบน และหัวร่อต่อกระซิกกันอย่างมีความสุข

‘ มาคบกับฉันสิ ฉันรู้ว่านายชอบหรือไม่ชอบอะไร นายอยากได้อะไร แบบไหน และฉันจะหาทุกๆอย่างที่นายชอบมาให้นาย ‘

______________________________

“อาร์มี่ ฉันกับเบนหมั้นกันแล้วนะ แล้วเราก็มีแพลนที่จะแต่งงานกันเร็วๆนี้”เฮนรี่เดินมาบอกเขา ใบหน้าหวานๆที่เขาหลงรักกำลังยิ้มอย่างมีความสุข นั่นทำให้เขายิ้มตาม

ถึงแม้ว่าคนที่ทำให้เฮนรี่ยิ้มได้จะไม่ใช่เขาก็ตาม

เฮนรี่โผเข้ากอดเขา ก่อนจะซุกใบหน้าลงที่ไหล่ เขาเอื้อมมือไปกอดรอบเอวของเฮนรี่ไว้ ส่วนอีกมือก็ลูบที่ผมนิ่มๆของเจ้าตัว

“นายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันเลย ฉันรักนาย”เฮนรี่บอกเขาเบาๆ แต่คำนั้นมันกลับมีอิทธิพลกับเขามากๆ เขาควรจะดีใจที่เฮนรี่บอกแบบนั้น แต่มันก็เจ็บที่ตัวเองเป็นได้แค่นั้น

แค่เพื่อนที่ดีที่สุดของเฮนรี่

‘นายคงมาคบกับฉันไม่ได้แล้ว แต่ฉันก็ยังรักนาย ไม่ว่านายมีใครหรือเป็นยังไง ฉันก็ยังรักนาย คนดีที่สุดของฉัน’

_______________________

“นายมีอะไรจะบอกฉันเกี่ยวกับเฮนรี่ไหม”เบนถามเขา เขายิ้มบางๆก่อนส่ายหัว พลางมองไปที่เฮนรี่ซึ่งกำลังยืนต้อนรับแขกที่มาเป็นสักขีพยานในงานแต่งงานของคนทั้งคู่

“ไม่มีครับ แค่ดูแลเขาให้ดีๆ อย่าทำให้เขาเสียใจ เพราะเขาคือ…..เพื่อนที่ผม’รัก’ที่สุด”เบนพยักหน้า ก่อนจะขอตัวไปหาเฮนรี่ เขามองตามคนทั้งคู่ไป ได้แต่หวังว่าเฮนรี่จะไม่หันมาเห็นเขาตอนนี้ เพราะเขาเจ็บปวดเกินกว่าที่จะส่งยิ้มให้คนทั้งคู่ได้

‘ดูแลเขาให้ดีๆ ดีกว่าที่ผมเคยดูแล รักเขาให้มากกว่าที่ผมรัก อยู่เคียงข้างเขาในวันที่เขาแย่ แต่ถ้าวันไหนคุณไม่อยากยืนเคียงข้างเขาแล้ว ได้โปรดบอกผม ผมจะดูแลเขาเอง ไม่ว่าในฐานะใดก็ตาม ‘

เขาได้แต่ยืนยิ้มให้คู่บ่าวสาวที่กำลังมีความสุข มองไปที่เฮนรี่และจดจำภาพนี้ เพราะหลังจากนี้ไปรอยยิ้มนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อเขาคนเดียวอีกต่อไปแล้ว และมันก็ไม่ใช่ของเขา ไม่เคยเป็นเลย

‘แด่คุณผู้ไม่มีวันเป็นของผม’

​(Benry)All I want for Chrisrmas is you

​(Benry)All I want for Chrisrmas is you

Moscow,Russia

ร่างสมส่วนกำลังเดินอยู่ในเมืองมอสโกวประเทศรัสเซีย มือที่สวมถุงมือหนังสัตว์ยกขึ้นมาเป่าเบาๆก่อนซุกลงกระเป๋าเสื้อโค้ท ดวงตาสีฟ้าสดใสเปล่งประกายด้วยแสงไฟจากรอบข้าง

ขายาวก้าวไปตามทางเดินพลางมองรอบกาย บรรยากาศของวันคริสมาสต์อบอวลไปทุกที่ บ้านเรือน โบสถ์ ถูกประดับประดาด้วยไฟสีสันสดใส และต้นคริสมาสต์ขนาดใหญ่ที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางจัตุรัส

รูปปั้น ประติมากรรมต่างๆก็ถูกตกแต่งด้วยไฟด้วยกันหมด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสีเหลืองสว่าง ยิ่งทำให้จัตุรัสแห่งนี้สว่างไสว้หมือนดวงดาวบนต้นคริสมาสต์

เสียงเพลงคริสมาสต์ดังลอยมาตามลมสลับกับเสียงพูดคุยและหัวเราะที่ดังอยู่รอบๆกาย และบรรยากาศอบอุ่นของความรัก ทั้งครอบครัว และคู่รัก เด็กบางคนก็กำลังวิ่งเล่นกัน รวมถึงพูดคุยกันเรื่องซานตาคลอส สัญลักษณ์ประจำวันคริสมาสต์

เขามองเห็นคู่รักหลายคู่เดินผ่านมา ทุกๆคนดูมีความสุขกับเทศกาลที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ 

เขาเดินดูของเล็กน้อยตามซุ้มที่วางขายอยู่ ส่วนใหญ่มักจะเป็นของที่เกี่ยวกับวันคริสมาสต์เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็น่ารักมากจนเขาเสียเงินให้ไปไม่น้อย

แต่เอาจริงๆเฮนรี่ก็อดเหงาไม่ได้เมื่อเห็นคู่รักอยู่ด้วยกัน จับมือกัน แต่พอนึกถึงตัวเองทีไรก็ทำได้แค่ถอนหายใจ แถมยังนึกสงสารตัวเองที่คงได้อยู่คนเดียวจนถึงปีใหม่ 

ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีคนรักหรอกนะ อันที่จริงก็มีแหละ แต่แฟนของเขาบ้างานเกินไปหน่อย ยิ่งช่วงนี้เร่งเขียนบทยิ่งไม่มีเวลา

อย่าว่าแต่มาเที่ยวต่างประเทศเลย แค่McDonaldแถวบ้านยังไม่มีเวลาออกไปซื้อด้วยซ้ำ ตอนแรกก็วางแผนไว้ว่าจะมาเค้าท์ดาวน์กันที่นี่ แต่สุดท้ายก็จมอยู่กับงานจนมาไม่ได้

เขาพยายามไม่คิดมาก หรือเรียกร้องอะไรมากนัก เนื่องจากเขาอายุห่างจากเบน คนรักของเขา 11 ปี เขาไม่อยากให้เบนมองว่าเขาเป็นเด็กเอาแต่ใจ แต่ถึงจะอย่างนั้นมันก็อดคิดไม่ได้

มันเหงานะที่ต้องมาเดินคนเดียวในเทศกาลของครอบครัวและคู่รักแบบนี้  แต่ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ก็คงต้องทำใจล่ะนะ แถมพรุ่งนี้ก็คริสมาสต์อีฟแล้ว แต่เขาก็ยังคงอยู่คนเดียวอยู่ดีทั้งที่วันนั้นควรเป็นวันที่เขาฉลองกับเบนสิ

ให้ตายสิ….เขาเหงา มากๆเลยด้วย
__________________________________
24/12

วันนี้เป็นวันคริสมาสต์อีฟ ผู้คนดูตื่นเต้นและสนุกสนานกับวันสำคัญนี้มาก เขาก็ชอบมองผู้คนเฉลิมฉลองกัน อย่างน้อยๆ เขาจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน

หิมะเริ่มโปรยลงมา เปลี่ยนพื้นถนนให้เป็นสีขาว แต่ถึงจะอย่างนั้นบรรยากาศรอบตัวเขายังคงอบอุ่นและละมุน เหมือนไฟจากเตาผิง เสียงเพลงจากร้านรวงต่างๆเปิดคลอกับเสียงหัวเราะของผู้คน ร้านรวงต่างๆเริ่มแขวนถุงเท้า ไฟสีต่างๆยังคงสดใสเหมือนเดิม
เขาเห็นครอบครัวหนึ่งเดินผ่านเขาไป คนเป็นพ่อและแม่กำลังเล่าเรื่องซานตาลอสให้ลูกสาวฟัง ทำให้เขาอดยิ้มตามไม่ได้
เด็กๆหลายคนใส่หมวกซานตาคลอส หรือเสื้อผ้าสีแดง เขียว ประดับด้วยขนสัตว์ หรือนุ่นสีขาว ทำให้เหมือนมีซานตาคลอสตัวน้อย

อากาศหนาวขึ้นจากเมื่อวานเพราะหิมะตก และเขาก็ยังคงเหงาใจเหมือนเดิม 

ถ้าซานตาคลอสให้ของเด็กดี เขาก็ควรต้องได้สิ เขาก็ไม่ได้ทำตัวแย่สักหน่อย

งั้น คริสมาสต์ปีนี้ เขาขอให้เบน แอฟแฟล็ค มาฉลองกับเขาได้ไหม…. เขาอยากเจอเบนจริงๆนะ 
____________________________________________
25/12
“เฮนรี่ๆ ตื่นได้แล้ว”ตาสีฟ้าเปิดขึ้นมาก่อนจะกะพริบตาถี่ๆเพื่อปรับแสง ก่อนจะขมวดคิ้วมองผ้าห่มบนตัว

ใคร ใครปลุกเขา เขานอนคนเดียวนะ หรือว่า…. ตาของเฮนรี่หันไปมองตามทิศทางของเสียงที่ปลุกเขาขึ้นมา

“เบน!!”เฮนรี่ยิ้มกว้างอย่างดีใจ หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง แล้วพุ่งตัวเข้าไปกอดคนรัก ใบหน้าสวยซบลงกับอกอันอบอุ่นของคนที่เขาคิดถึง มือใหญ่ของเบนลูบหัวและหลังของเขาเบาๆ ริมฝีปากอุ่นค่อยๆแนบลงมาที่ผมสีดำสนิท ยิ่งทำให้คนตัวเล็กกว่ากระชับอ้อมแขนเข้าไปอีก

“ไหนคุณบอกมาไม่ได้ไงครับ?”เฮนรี่เงยหน้ามาถามเบนตาแป๋ว แขนของเฮนรี่ยังคงกอดร่างสูงเอาไว้อยู่ 

“วันคริสมาสต์ทั้งที จะให้ทิ้งแฟนตัวเองให้ฉลองคนเดียวคงจะใจร้ายเกินไปหน่อย”คำอธิบายจากเบนเรียกรอยยิ้มกว้างจสกเฮนรี่ได้อย่างดี และรอยยิ้มอันสดใสของเฮนรี่ ก็ทำให้เขายิ้มตามได้ไม่ยาก

“แล้วปีนี้เด็กดีอยากได้อะไรหืม?”เฮนรี่นิ่งคิดสักพักก่อนจะส่ายหัว ริมฝีปากสีแดงยู่ขค้นเล็กน้อย

“ผมไม่อยากได้อะไรเป็นพิเศษหรอกครับ แค่มีคุณอยู่ด้วยผมก็มีความสุขแล้ว”คำตอบน่ารักๆทำให้เขาอดใจไม่ไหวจนต้องจับคนตรงหน้ามาจูบจนพอใจ ก่อนจะกอดรัดฟัดเหวี่ยงจนหายคิดถึง
______________
คนสองคนเดินจูงมือกันท่ามกลางแสงสีของไฟคริสมาสต์ที่จัตุรัส มืออบอุ่นของเบนกุมมือเฮนรี่ไว้แน่นก่อนจะเดินไปด้วยกันบนทางเดินที่มีหิมะสีขาว

และนั่นทำให้เฮนรี่รู้ว่าเขาเองก็ไม่ได้ต้องการของขวัญอะไรมากมายในวันคริสมาสต์ แค่ในปีนี้เขาได้ฉลองกับเบนก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว

เพราะ…All I Want For Christmas Is You

​(Benry)Special Autumn

​(Benry)Special Autumn

ดวงตาสีฟ้าสดใสเหม่อมองใบไม้ที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม คิ้วเรียวขมวดเป็นปมเมื่อนึกถึงเรื่องที่คาใจอยู่ตอนนี้

เฮนรี่แอบชอบเจ้านายของตนเอง เฮนรี่เป็นเลขา ส่วนเบน…มิสเตอร์แอฟเฟล็กเป็นเจ้านายของเขา ซึ่งเป็นผู้บริหารของบริษัททำภาพยนตร์ชื่อดัง หล่อ รวย และดูดีมากจนเขาแทบอยากจะละลายให้รู้แล้วรู้รอด

ส่วนเขา…ก็เลขาไง นอกจากงานเขาก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรมากนัก เบนค่อนข้างมีโลกส่วนตัวสูง ดังนั้นนอกจากเรื่องงานพวกเขาเลยแทบไม่ได้คุยกัน 

หน้าที่ของเขาคือจัดการสารพัดเรื่องให้ เช่นจองร้านอาหาร จัดเสื้อผ้า ตรวจเอกสาร เดินเอกสาร ชงกาแฟ ไปนู่นมานี่ด้วย และมันทำให้เขาตกหลุมรักคนเป็นเจ้านายอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

แต่เขาไม่คิดว่าเขามีหวัง มีแต่สาวๆสวยๆเข้ามาหาเบน แล้วเขามีดีอะไรล่ะ ไม่มีเลย

และจะมีอะไรแย่ไปกว่าการที่โทรคุยกับเพื่อนเรื่องเบน เพราะเขาชอบ แถมบ่นกับเพื่อนจะเป็นจะตายว่าเบนดีงั้น เบนดีงี้ และเขาชอบเบนแค่ไหน แล้วเบนโผล่มาจากข้างหลังซึ่งไม่ต้องเดาเลยว่าเบนได้ยินอะไรบ้าง
‘จริงๆนะอาร์มี่ เบนเท่มากๆเลย หล่อก็หล่อ เก่งสุดๆ นี่ฉันต้องทำอะไรนะถึงจะได้คบกับเบนบ้าง ดูคนที่เข้าหาเบนแต่ละคน ทั้งสวย เก่ง ดูดี เลขาธรรมดาอย่างฉันจะเอาอะไรไปสู้ แต่เบนฮอทจริงๆนี่เนอะ หล่อ เท่ เก่ง รวย ถ้าให้ใครยกตัวอย่างคำว่าเพอร์เฟ็คนะ ฉันจะยกเบนขึ้นมาเลย’



‘เฮนรี่คุยเสร็จรึยัง อย่าลืมเช็คอีเมลที่สาขาอังกฤษส่งมาให้ด้วย’ 

ให้ตาย…. ยิ่งคิดเขายิ่งเครียด ทุกวันนี้โอกาสคุยกันยิ่งน้อยๆอยู่ เฮนรี่ คาร์วิลล์ล่ะอยากได้นาฬิกาย้อนเวลาจริงๆ

–กริ๊งงงง–
[คุณแอฟเฟล็ค]
เฮนรี่หันไปมองเสียงสมาร์ทโฟนที่แผดเสียงอยู่ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นชื่อคนที่โทรเข้ามา ก่อนจะรีบกุลีกุจอรับ อันที่จริงตั้งแต่วันนั้นเขาก็แทบไม่ได้มองหน้าเบนด้วยซ้ำ 

อีกอย่างวันนี้วันอาทิตย์ วันหยุดของเขา เบนจะโทรมาทำไม
“สวัสดีครับคุณแอฟเฟล็ค”เฮนรี่เอ่ยทักทายเบาๆผ่านโทรศัพท์ พลางคิดถึงเหตุผลต่างๆนาๆที่เบนโทรมาหาเขาในตอนนี้

“นายว่างไหมวันนี้?”เฮนรี่ขมวดคิ้ว ก่อนจะนึกถึงเหตุผลที่เบนถาม… หวังว่าคงไม้บากออกำปข้งนอก เขาทำตัวไม่ถูกแน่ๆให้ตาย

“เอ่อ ว่างครับ มีอะไรรึเปล่า?”เขาตอบกลับไป เบนเงียบไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยประโยคที่เขาไม่อยากได้ยิน

“แต่งตัวซะ เดี๋ยวฉันไปรับ อีกสักครึ่งชั่วโมง แต่งสบายๆก็ได้ ไม่ได้ไปทำงาน”OMFG เบนชวนเขาไปข้างนอก คนเราสามารถตายได้โดยไม่ต้องหยุดหายใจเลย เขารีบตอบรับก่อนเบนจะวางสายและไปแต่งตัว

ช่วยลืมคำว่าสบายๆที่เบนบอกไว้ด้วยล่ะ

เขาก็พยายามจะแต่งตัวสบายๆ แต่นี่เจ้านายที่คุณกำลังตกหลุมรักชวนคุณออกไปข้างนอก คุณคงไม่ใส่’สบายๆ’จริงๆหรอกใช่ไหม สำหรับเฮนรี่ ใช่ และเขากำลังลองเสื้อตัวที่ 4 อยู่

ปกติเขาใส่แค่ชุดทำงานนี่ แต่นี่ ให้ตายสิ แต่งนู่นก็ไม่รู้จะดีไหม นี่ก็ไม่รู้จะเหมาะหรือเปล่ส เขาเริ่มเข้าใจผญ.ที่แต่งตัวนานขึ้นมาเลย

สุดท้ายก็จบลงด้วยเสื้อไหมพรมแขนยาวสีครีม กางเกงยีนส์ คลุมทับด้วยเสื้อโค้ทยาวประมาณเข่าสีน้ำตาล เช็คความเรียบร้อยตัวเองสักพัก ก่อนจะเดินออกไปรอคนที่จะมารับ

OMG เบนมาในชุดสบายๆก็จริง แต่เบนดูดีชะมัด เสื้อโค้ทยาวสีดำ เสื้อสีขาว และกางเกงยีนส์สีดำ ผมที่ไม่ได้ถูกเซ็ทให้เป๊ะเหมือนวันทำงาน แต่ดูดีสุดๆ ทั้งๆที่อากาศหนาวแต่หน้าเขาร้อนชะมัด

“เอ่อ เราจะไปไหนกันเหรอครับ?”เฮนรี่ถาม เขาก้มหน้าลงพื้นเพราะไม่กล้าสบตากับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“เดี๋ยวนายก็รู้”เบนตอบก่อนจะเดินนำหน้าเฮนรี่ขึ้นรถ….ให้ตายสิ เขาจะเป็นบ้าอยู่แล้ว ตอนนี้หัวเขาตื้อไปหมด และเขากำลังจะตายเพราะหัวใจที่เต้นแรงเกินไป

เฮนรี่มองวิวข้างทางก่อนจะรู้สึกว่าทางรอบข้างเริ่มเป็นป่า เป็นสิ่วที่บอกว่าพวกเขากำลังออกนอกเมือง ต้นไม้ข้างทางเปลี่ยนใบเป็นสีส้มอบอุ่น ดูเป็นบรรยากาศที่เหมาะกับคู่รักมากๆ

แต่…คู่รักเหรอ อยากเป็นเหมือนกันนะ ตาสีฟ้าใสเหลือบมองคนที่ขับรถอยู่ข้างๆ เขามีคำถามจะถามเบนมากมาย แต่เขาก็กลัวอยู่ดีนี่

หลังจากอยู่บนรถราวๆชั่วโมงครึ่งก็มาถึงจุดหมายที่เบนต้องการพามา เป็นบ้านขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่ ล้อมรอบด้วยต้นไม้สีส้ม เฮนรี่หันไปมองเบนอย่างแปลกใจ

“ฉันแค่ต้องการที่ที่เป็นส่วนตัว…ฉันมีเรื่องจะคุยกับนาย”เฮนรี่เบิกตากว้าง ในหัวเขาตอนนี้ตีกันวุ่นไปหมด แต่มีเรื่องหนึ่งที่เด่นชัด คือเบนต้องมาคุยกับเขาเรื่องที่เขาคิดยังไงกับเบน แต่จะดีหรือร้ายนั้นเขาเองก็ไม่กล้าคาดเดา

“ฉันได้ยินที่นายพูดถึงฉัน กับเพื่อนนาย”เบนขึ้นประโยค เฮนรี่ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าก้มมองพื้น มือเล็กได้แต่จับชายแขนเสื้ออย่างประหม่า

“ฉันโอเคนะ”เฮนรี่เงยหน้าขึ้นมามองอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง หน้าตาตกใจของคนตรงหน้าทำให้เบนหลุดยิ้มออกมา ยิ่งทำให้เฮนรี่เขินมากขึ้นไปใหญ่

“คุณไม่โกรธเหรอที่ผมคิดอะไรเกินเลยกับคุณ”เฮนรี่ถามกล้าๆกลัวๆ เบนส่ายหัวยิ้มๆก่อนจะขยับเข้ามาใกล้เฮนรี่มากขึ้น จนประชิดตัว มือใหญ่ค่อยๆเชยคางเฮนรี่ขึ้นมา ก่อนจะแนบริมฝีปากลงไปอย่างแผ่วเบา

“ฉันดูโกรธไหมล่ะ?”เฮนรี่ส่ายหัว และยิ่งก้มมากขึ้นไปอีก เขาเขินจะตายอยู่แล้ว หน้าเขาคงแดงพอๆกับใบไม้และล่ะมั้งตอนนี้  แต่เขาดีใจนะ ดีใจมากๆเลย แต่…เขาก็เขินนี่นา

“ผมไม่คิดว่าคุณจะชอบผม ผมธรรมดาเกินไป มีคนที่สวยกว่าดีกว่าเก่งกว่าเข้ามาหาคุณตั้งมากมาย ผมเทียบกับพวกเธอไม่ได้เลย”เฮนรี่พูด ก่อนจะค่อยๆเงยหน้าขึ้นมามองเบน เบนหังเราะเบาๆ ก่อนจะเอามืออุ่นๆมาวางบนผมของเขา

“ฉันก็ไม่ได้อยากได้แฟนเป็นพวกยอดมนุษย์สักหน่อย ฉันไม่ใช่แบทแมนนะที่จะอยากได้ซุปเปอร์แมนมาเป็นแฟนน่ะ”เฮนรี่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะรู้สึกถึงมือเบนที่เอว

“งั้นคบกันไหม เฮนรี่?”เฮนรี่พยักหน้ารัวๆ แล้วพุ่งไปกอดเบนด้วยความดีใจ เบนยิ้มก่อนจะแนบใบหน้าลงกับผมสีดำสนิทของคนรัก(ที่เพิ่งขอ) ก่อนจูบเบาๆ 

“เข้าบ้านกันเถอะ ข้างนอกมันหนาว”เฮนรี่หันมายิ้มโชว์เขี้ยวเล็กๆ แล้วพยักหน้า แล้วเดินเข้าไปในบ้าน

“อันที่จริง แค่มีคุณอยู่ด้วยมันก็ไม่หนาวแล้วนะครับ”ประโยคง่ายจากเฮนรี่เรียกรอยยิ้มให้เบนได้อีกครั้ง ถ้าเขารู้ว่าเป็นแฟนกันแล้วเฮนรี่จะน่ารักขนาดนี้ เขาจะขอเป็นแฟนตั้งแต่วันที่มาสมัครงานเลย

​(BruceBen)When we kiss

​(BruceBen)When we kiss

เขารู้ว่ามันผิด แต่เขาก็ไม่สามารถห้ามใจตัวเองได้

ก็ดูดวงตาสีน้ำตาลนั่นสิ

ดูผมสีเข้มตรงนั้น

ดูขายาวๆนั่น

มันสมบูรณ์แบบ เขาละสายตาจากมันไม่ได้ แม้มันจะเหมือนกับเขาก็ตาม

มนุษย์ซับซ้อน

มนุษย์เต็มไปด้วยความต้องการไม่สิ้นสุด

คุณเคยเข้าไปในเขาวงกตไหมล่ะ

ไม่เหรอ

มันซับซ้อนแบบนั้นแหละ ความซับซ้อนแบบที่คุณนึกไม่ออก

แต่เขารักมัน

คุณเคยเห็นนรกที่เต็มไปด้วยคนบาปที่ถูกแผดเผาไหม

ไม่เคยอีกล่ะสิ เขาก็ไม่เคย เขาจึงไม่กลัว 

หรือต่อให้ต้องเจอ

เขาก็ว่ามันคุ้ม

เบนน่ะสดใส เป็นนักแสดงชื่อดัง มีสาวๆหมายปองมากมาย สว่างจนคนอย่างเขาเข้าใกล้มากไม่ได้

ส่วนเขาเป็นนักธุรกิจ และศาลเตี้ย ที่ชีวิตมืดมนมาโดยตลอด แสงสว่างน่ะเหรอ ไม่เคยเห็นเหมือนกัน

อ้อ เคยเห็นอยู่สองครั้ง คือตอนเกือบโดนจับเผาทั้งเป็น กับตอนสารพัดสิ่งมันระเบิด

สว่างจ้าจนแสบตาเลยล่ะ

เบนเป็นน้องชายฝาแฝดแท้ๆของเขา แต่อาจจะเพราะเราอยู่ด้วยกันน้อยเกินไป ความรู้สึกแบบพี่น้องมันก็ลดน้อยลงไป

แต่มันก็มีความรู้สึกอื่นเข้ามาแทน ความรู้สึกแบบคนรักในแบบที่มันไม่สมควร เขาไม่สามารถเข้าใกล้เบนมากเกินไป เพราะกลัวสิ่งที่เขาทำจะทำร้ายเบน 

กลัวว่าความรู้สึกที่ผิดจะทำให้เบนไกลจากเขา

เขาคงทนไม่ได้ เพราะเบนคือแสงสว่างสุดท้ายที่เขามีอยู่ สิ่งเดียวที่เขายอมแลกทุกอย่างเพื่อจะปกป้อง

เขาให้เบนเปลี่ยนนามสกุล เขาให้เบนแสร้งทำว่าไม่รู้จักเขา ผลักเบนออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่เขาจะสามารถทำได้

แต่ความรู้สึกของเขายังคงใกล้ชิดกับเบนเหมือนเดิม

และใกล้มาขึ้นไปอีกเมื่อพวกเขาจูบกัน 

ทุกๆอย่างเปลี่ยนไป เบนห่างไกลจากเขา สายตาก็เปลี่ยนไป ไม่ใช่พี่น้อง แต่ไม่เป็นอะไรเลย ราวกับคนแปลกหน้า

“ทำไมพี่ต้องพยายามผลักให้ผมออกห่างจากพี่?”วันหนึ่งเบนเดินเข้ามาถามเขา เขาเงียบเป็นการปฏิเสธคำถามนั้น เบนขมวดคิ้ว ก่อนขยับเข้ามาใกล้

“ฉันไม่ได้ผลักไสนาย”นั่นคือคำโกหก เขารู้ แต่หากเขาบอกเหตุผลไป เบนจะเข้ามาใกล้เขามากกว่าเดิม และเขายอมไม่ได้

“พี่ทำ พี่ให้ผมเปลี่ยนนามสกุล เปลี่ยนทุกอย่างที่จะเกี่ยวข้องกับพี่”เขาส่ายหัว ก่อนจะพยายามเดินออกมาเพื่อหลีกเลี่ยงคำถามต่อจากนี้  แต่เสียงที่ดังตามหลังมาทำเขาสติหลุด

“เกลียดผมมากรึไง พี่ไม่เคยสนใจหรอกว่าผมจะป็นยังไง พี่ไม่เคยรู้หรอกว่าผมต้องเจออะไรบ้าง ผมอยากกลับบ้านแล้วเจอคนในครอบครัวคนเดียวที่ผมเหลืออยู่ แต่มันว่างเปล่า พี่มันไม่เคยเข้าใจ เกลียดผมมากเลยเหรอถึงต้องทำกันขนาดนี้”เขาเดินไปก่อนจะกระชากเบนเข้ามาจูบเพื่อหยุดประโยคจี้ใจดำ

ตาสีน้ำตาลเบิกกว้าง ก่อนผลักเขาออกและรีบวิ่งออกไป เขาทรุดลงกับพื้นพลางนึกถึงเหตุผลที่เขาไม่เคยบอกเบน

เพราะเขารู้ว่าการสูญเสียคนในครอบครัวมันว่างเปล่าขนาดไหน เขาจึงอยู่ห่างเบนไว้ เพื่ออย่างน้อยๆเบนก็ยังอยู่

ถึงจะไม่ได้สัมผัสแต่เขาก็รู้ว่าเบนยังสุขสบาย

ถึงจะไม่ได้เห็นหน้าแต่ก็รู้ว่าอีกคนเป็นอย่างไร

เขาไม่ได้อยากเดินไปที่สุสานแล้วถามว่าบนสวรรค์เป็นยังไง

เขาต้องการเบนที่ยังมีชีวิตอยู่แบบนี้ และสักวันเบนคงเข้าใจ

แต่สุดท้ายวันนั้นก็ไม่มาถึง

เบนอัธยาศัยดีต่อแฟนๆ และนั่นคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุด กระสุนปืนนั่นยิงเข้าที่หัวใจของเบนอย่างแม่นยำ จากฝีมือใครสักคน 

ร่างนั้นทรุดลงกับพื้น และหลุดลอยไปโดยที่เขาไม่มีโอกาสแม้จะเอ่ยคำบอกลา ได้แต่ประคองร่างที่ไร้ลมหายใจ เย็นเยียบไว้ในอ้อมแขน

พร่ำบอกในสิ่งที่เบนไม่มีทางได้ยิน น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าที่ตกลงบนใบหน้าของน้องชายผู้เป็นที่รัก

ความว่างเปล่าในตอนนี้คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ทุกวินาทีที่ผ่านมีแต่เรื่องของเบน รอยยิ้มของเบน เสียงหัวเราะของเบน หรือแม้กระทั่งตอนที่เราทั้งคู่จูบกัน

มันอบอุ่น และเจ็บปวด เขาอยากให้เขานอนฝันถึงตอนที่เขาทุกข์ ไม่ใช่ตอนที่เขามีความสุข เพราะตอนที่ตื่นมารับรู้ความจริงที่ว่าความสุขนั้นมันหายไปแล้วมันโหดร้ายจนเขาไม่อยากรับรู้

“บนสวรรค์เป็นไงบ้างเบน สบายดีไหม? ฉันรักนายนะ”อันที่จริงเบนก็คงเหมาะกับสวรรค์ เพราะเบนคือสิ่งที่ดีที่สุด และดีเกินกว่าที่จะอยู่เคียงคู่กับเขา ไม่ว่าฐานะใดก็ตาม

และถ้าหากเขาเลือกได้เขาก็อยากจะไปอยู่กับเบนบนนั้น เพราะในโลกนั้นเขาไม่ต้องกันเบนจากอะไรอีกแล้ว อย่างน้อยๆ เขาคงสามารถรักเบนได้ อยู่ใกล้เบนได้ มากกว่านี้

เขาคงได้บอกในสิ่งที่เขาไม่เคยบอก และเราคงเข้าใจกันมากกว่านี้

คิดถึงจนแทบขาดใจ

-กริ๊ก-

เสียงเหนี่ยวไกปืนดังมาจากทางด้านหลังของเขา แต่ไม่ได้ทำให้เขาสนใจมันมากนัก เพราะต่อให้มันฆ่าเขาจริงๆ เขาก็ไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว

“แกจะเป็นศพรายต่อไปถัดจากน้องชายสุดที่รักของแก”เสียงเหี้ยมโหดของมือปืนพูดขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกลัวแต่อย่างใด อย่างน้อยๆ เขาก็ได้มีโอกาสบอกลาเบนแล้ว

“Go ahead,I have nothing to lose”เขาหลับตาเพื่อรอรับกระสุนปืน และ

ปั้ง!!!

‘ลาก่อนเบน หวังว่าเราจะเจอกันบนนั้น’

(Benry)Cycle

If that is love,Then it is love

Even it makes you hurt,but it is still love

Although it seems like a curse,but it is still love

It is nothing but love

‘ไม่ๆๆๆๆ เฮนรี่เจ้าต้องไม่ตาย ตื่นขึ้นมาคุยกับข้าสิ ไม่ๆๆๆๆๆๆ’เสียงสั่นเทาของเจ้าชายหนุ่ม ผู้โอบกอดร่างของบุคคลอันเป็นที่รักไว้ในอ้อมแขน เลือดสีแดงสดเปรอะเปื้อนเต็มชุดของผู้สูงศักดิ์ แต่ผู้สวมใส่หาได้สนใจ 

เสียงกรีดร้องคำรามอย่างเจ็บปวดดังสะท้อนในป่ากว้าง ชายหนุ่มก้มลงมองคนรักอย่างเจ็บปวด ลูกธนูอาบยาพิษตกอยู่ข้างกาย เคลือบด้วยเลือดของบุคคลในอ้อมกอด 

ดวงตาสีฟ้าสดใสไร้แววชีวิต ร่างสูงแนบใบหน้าลงไปก่อนจะเอื้อมมือไปปิดตาของคนรักก่อนจะทิ้งตัวลงนอนข้างๆ ปลล่อยเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดออกมาอย่างไม่มีหมดสิ้น

_________________________________

‘เฮนรี่ ตื่นขึ้นมาคุยกันสิ ไหนบอกจะรักกันตลอดไปไง ตื่นขึ้นมาเถอะ ได้โปรด ที่รัก ได้โปรด’เสียงอ้อนวอนอย่างหมดแรงพร่ำร้องเรียกคนรักที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

มือใหญ่กุมมือของคนที่นอนอยู่บนเตียงอย่างแผ่วเบาก่อนก้มลงจุมพิตเบาๆ หวังให้คนที่จากไปตื่นขึ้นมาหาเขาอีกครา แต่ไม่มีวัน ไม่มีทางเป็นเช่นนั้น

__________________________________

‘เฮนรี่ อดทนอีกนิดนะ อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ เฮนรี่!!!!!!’ เสียงสัญญาณยาวจากเครื่องมือแพทย์ตอกย้ำเบนว่าเฮนรี่จากไปแล้ว

เส้นกราฟบนหน้าจอขึ้นแสดงความจริงที่เขาไม่อยากรับรู้       เฮนรี่จากเขาไปอีกแล้ว 

__________________________________

‘นโปเลียน…..’น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาจากดวงตาสีน้ำตาลเข้ม เมื่อเบนพบว่าคนรักของเขา นโปเลียน โซโล สายลับคนเก่งประจำCIA ถูกฆ่าตายระหว่างทำภารกิจ
___________________________________

เบน แอฟเฟล็ค เป็นอมตะ 

เขาใช้ชีวิตอยู่กับคำสาปที่เขาแทบลืมไปแล้วว่าเขาโดนคำสาปนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่แต่แผลที่คำสาปนั้นมอบให้ เขาไม่เคยลืมแม้แต่น้อย

แต่ถึงอย่างไรความแค้นที่มีต่อเจ้าของคำสาป ไม่เคยลดลงแม่แต่วินาทีเดียว
นังแม่มดตนนั้น เขาเจอนางระหว่างทางไปต่างเมืองราวเกือบ 2พันปีที่แล้ว นางขอติดตามเขาไป และพยายามยั่วยวน แต่ไม่สำเร็จ เพราะเขามีคนรักอยู่แล้วคือเฮนรี่

นางทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เขามาแต่ไม่สำเร็จ เมื่อความเลวร้ายถูกเปิดโปง นางถูกเผาทั้งเป็นเหลือทิ้งไว้แต่คำสาปแช่งต่อเขา และเฮนรี่

นางหวังให้เขาเจ็บปวดจากความรักที่ไม่สมหวังอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

และหากนางเห็นเขาตอนนี้ นางคงสะใจแล้ว 

เขาใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไป กิน นอน และมีความรัก แต่ความรักของเขากลับทรมานจนเขาอยากตายทุกๆครั้งที่เขาเจอกับคนที่เขารัก

คนที่เขารักทุกคนต้องตาย ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ทั้งที่เวลาตอนนั้นมันดีมากๆ แล้วแท้ๆ แต่ก็ไม่เคยได้ถึงฝั่งฝัน คนที่เขารักล้วนจากไป

แต่ที่เลวร้ายกว่าคือคนรักของเขาที่เสียไป เป็นคนเดียวกันทั้งหมด….

เฮนรี่ แม้บางครั้ง อาจจะเกิดมาเป็น นโปเลียน คลาร์ก หรือ แอลเบิร์ต แต่เฮนรี่ยังคงเป็นคนรักของเขา 

คนรักที่เขาสูญเสียไปจนนับครั้งไม่ถ้วน 

เขามองเฮนรี่ตายครั้งแล้ว ครั้งเล่า โดยที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย 

ทุกครั้งที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดี กำลังจะแต่งงาน หรือกำลังจะไปฉลองวันครบรอบ ไม่กี่วันหลังจากนั้น เฮนรี่ก็จะจากเขาไป ทั้งอุบัติเหตุ หายตัว ฆาตกรรม หรือแม้กระทั่งฆ่าตัวตาย หรือบางครั้งก็เป็นโรคร้าย

แต่ไม่ว่าจะเหตุผลใดมันทำให้เขาเจ็บเจียนตายได้ทุกครั้ง

แต่พอผ่านไปสักพัก เขาก็จะเจอเฮนรี่อีกครั้ง 

เขาไม่สามารถรักคนอื่นได้เลย และเขาไม่สามารถห้ามตัวเองให้ไม่รักเฮนรี่ได้เช่นกัน เขาเจ็บทุกครั้ง แต่ความรักที่หอมหวานมันยั่วยวนเกินกว่าที่เขาจะปฏิเสธได้

ทุกคืนเขาได้แต่อธิษฐานให้คำสาปนี้สลายไปเสียที ไม่ก็ทำให้เขาไร้หัวใจไร้ความรักเสียดีกว่าที่ต้องมานั่งมองคนรักของคนเองจากไปครั้งแล้วครั้งเล่าแบบนี้

“คุณคิดอะไรอยู่หรือครับเบน”เสียงนุ่มๆดังขึ้นข้างหูเบน เรียกให้เขาหันไปมอง ก่อนจะสบเข้ากับดวงตาสีฟ้าใสที่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว

แขนของเฮนรี่โอบรอบตัวของเขาไว้ เขาหันไปยิ้มให้กับใบหน้างดงามตรงหน้า

“เปล่าสักหน่อย ทำไมถึงมาอ้อนละฮึ?”เฮนรี่หัวเราะเบาๆ เผยให้เห็นเขี้ยวเล็กๆ ก่อนจะเอียงซบใบหน้ากับใบหน้าเขา 

“ผมจะไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่พรุ่งนี้ครับ คือคุณพ่อของผมโรคประจำตัวกำเริบ ผมต้องกลับอังกฤษพรุ่งนี้”เบนนิ่ง… เวลานั้นมาถึงอีกแล้ว เวลาที่เขาต้องเจ็บปวดเจียนตาย และเขาจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น

“เดี๋ยวฉันไปด้วย”เขาบอกเฮนรี่ อย่างน้อยๆเขาจะได้อยู่เคียงข้างคนรักในนาทีสุดท้าย ไม่ใช่เหมือนคราวที่คบกับคลาร์ก… คนรักของเขาถูกเผาไม่เหลือซากในกองเพลิงในผับที่เจ้าตัวไปหาข้อมูลเขียนข่าว

นอกจากเศษซากของสร้อยแทนใจ ก็ไม่มีอะไรเหลืออีกเลย….

“ตั๋วเครื่องบินเหลือแค่ที่เดียวครับเบน ผมพยายามจองแล้ว เอาน่าเบน เดี๋ยวผมก็กลับมา”และเบนรู้ ว่าเฮนรี่จะไม่มีวันกลับมาหาเขาอีกแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงจูบริมฝีปากนุ่มของเฮนรี่อย่างแผ่วเบา

หลับตาซึมซับความรู้สึกทุกอย่าง น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาช้าๆ

“อย่าทำแบบนั้นสิครับเบน ผมต้องไปจริงๆ เดี๋ยวผมก็กลับ นะครับ พ่อหมี”เบนพยักหน้า ก่อนจะเดินขึ้นไปบนบ้านเพื่อช่วยเฮนรี่เก็บของสำหรับวันพรุ่งนี้

เขายังขอเหมือนทุกๆวัน ได้โปรดหยุดเวลาให้เขาเคียงข้างคนรัก ขอให้คนรักของเขาปลอดภัย ขอให้คำสาปที่เลวร้ายนี้หายไปเสียที

แต่สุดท้ายพระเจ้ายังคงเกลียดเขาที่สุด

เครื่องบินลำที่เฮนรี่ขึ้นเกิดเชื้อเพลิงระเบิดกลางอากาศ…. ไม่มีใครรอด แม้แต่เฮนรี่เองก็ตาม

ไม่มีศพ ไม่มีของใดๆเหลือ แม้แต่หัวใจเขา ที่เขาอยากให้มันกลายเป็นเศษซากพร้อมๆกับเฮนรี่ เขาไม่อยากเจ็บอีกแล้ว

แต่เขารู้ว่าต่อให้เขาสร้างถ้ำใต้พิภพ เฮนรี่ก็จะมาพบเขา และทำให้เขารักได้เสมอ
_____________________________________

เขาเดินไปเรื่อยเปื่อยมองสิ่งที่คุ้นตาตลอดระยะเวลากว่า 1000 ปี หรือมากกว่านั้น 

ภาพของเฮนรี่ทุกคน ที่ไม่ว่าจะเป็น คลาร์ก นโปเลียน หรือแอลเบิร์ต ย้อนกลับเข้ามาเป็นฉากๆ ทั้งตอนสุข และตอนจากกัน

“ขอโทษนะครับ พิพิธภัณฑ์ ไปทางไหนครับ?”เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง เบนตัวชาวาบก่อนหันไปมองช้าๆ ก่อนจะหันไปพบกับใบหน้าที่เขาเห็นมานับครั้งไม่ถ้วน

“เฮนรี่…”เขาพึมพำชื่อคนที่จากไปเบาๆ เรียวคิ้วสวยของคู่สนทนาขมวดเข้าหากัน พลางยิ้มน้อยๆ

“ผมไม่ได้ชื่อเฮนรี่ครับ… ผมชื่อนโปเลียน”เบนพยักหน้ารับก่อนจะเริ่มบทสนทนากับเฮนรี่ของเขาอีกครั้ง….